พระธาตุพูสี หลวงพะบาง

พระธาตุพูสี หลวงพระบาง

อีกชื่อหนึ่งคือ พูสวง หรือ พูซวง ตั้งตระหง่านอยู่บนเขากลางเมืองซัว หรือหลวงพระบางปัจจุบัน มีความสูงของภูเขาราวๆ150 เมตร

อยู่ตรงกันข้ามกับ พระราชวังหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันทางการลาวได้ปรับปรุงให้เป็น หอพิพิธพัณฑ์เพื่อจัดแสดงวัตถุโบราณและยังรักษาห้องหับ

บริเวณของภูเขาลูกนี้ สันนิษฐานตามความเชื่อของชาวลาวว่า มีฤษีองค์หนึ่ง ได้มาบำเพ็ญ เพียรภาวนา จึงเป็นที่มาของชื่อภูสี(พูสี)จน ถึงทุกวันนี้

จากข้อสังเกตุของนักโบราณคีคือ ในบรรดาวัดอื่นๆที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาลูกนี้ ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นราวสมัยปลายศตวรรษที่18 ถึงต้นศตวรรตที่19 ขนาดของพระธาตุพูสี มีความกว้างด้านละ 10.55 เมตร สูง 21 เมตร

พระธาตุพูสีถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ 1804 โดยพระเจ้าอนุรุทะราช (ต่อมาได้ถูกซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปีค.ศ. 1914 โดยได้หุ้มทองคำแผ่นเรียบบาง ไว้ด้วย) ได้สร้างขึ้นภายหลังที่พระองค์ได้ขึ้นครองราชปกครองอานาจักรลาวล้านช้างเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งประชาชนได้เรียกว่า พระธาตุหลักเมือง ก็เพราะเหตุผลว่า พระธาตุองค์นี้มีพระฤษีปกปักษ์รักษาตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่ตั้งเป็นเมืองตั้งแต่ทีแรก

ด้านทิศตะวันตกติดกับพระราชวัง มีบันได328ขั้น ก่อด้วยอิฐมอญประสานด้วยปูนซีเมนต์ สร้างขึ้นราวๆปี ค.ศ.1936-1937 ในสมัยของเจ้าชีวิต ศรีสว่างวงศ์ ในบริเวณเขามีการค้นพบร่องรอยสิ่งก่อสร้างทางศาสนาหลายอย่าง

ชั่วยามหนึ่งตีหนึ่งครั้ง (ทุก3ชั่วโมง)ซึ่งประเพณี นี้มีการบอกเล่าความเป็นมาต่อๆกันว่า เ็นการตีเพื่อให้ประชาชนระลึกถึงธรรมมะ ละความชั่ว ทำแต่ความดี และจำได้ว่าวันนี้เป็นวันพระ ผู้เฒ่าผู้ แก่เล่าว่า ถ้าถึงวันพระแล้วไม่มีเสียงกลองจากพูสี จะมียักษ์ลงมาจับชาวบ้านกิน เพราะว่าเมื่อไม่ตีกลองก็ไม่มีใครนับถือศาสนาพุทธ ไม่มีศิลธรรม

ว่ากันว่ายักษ์ตนนั้นได้ถูกจองจำไว้บนบริเวณพูสี โดนมัดมือ มัดขา ไว้อย่างแน่นหนา ถ้าบ้านเมืองใดไม่ตีกลองยักษ์ก็จะหลุดจากเชือกที่มัดไว้ แล้วลงมาจับคนที่ไม่มีศาสนา ศิลธรรมกินให้หมด โดยเฉพาะที่เขาพูสี ต้องตีกลองทุกๆชั่วยามเพื่อให้ยักษ์รู้ว่า พุทธศาสนายังคงอยู่คู่เมืองหลวง พระบาง จนยักษ์ไม่สามารถปลดเชือกที่มัดได้มาถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันพูสีก็ยังคงเป็ฯจุดศูนย์รวมทางด้านจิตใจของชาวหลวงพระบางอยู่ จนมีคำขวัญว่า ถ้าใครมาหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นไปไหว้พระทาดพูสี ถือว่าไม่ได้มาหลวงพระบาง ทีเดียวเชียว

พระธาตุพูสี หลวงพะบาง